Make your own free website on Tripod.com
 

ตราประจำกระทรวงของประเทศไทย

สำนักนายกรัฐมนตรี ตราประจำกระทรวง เป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ รักษารัฐธรรมนูญ

กระทรวงกลาโหม ตราประจำกระทรวง เป็นรูปจักรสมอปีก

กระทรวงมหาดไทย ตราประจำกระทรวง เป็นรูปราชสีห์

กระทรวงการคลัง ตราประจำกระทรวง เป็นรูปปักษา วายุภักษ์

กระทรวงศึกษาธิการ ตราประจำกระทรวง เป็นรูปเสมาธรรมจักร

กระทรวงการต่างประเทศ ตราประจำกระทรวง เป็นรูปบัวแก้ว

กระทรวงยุติธรรม ตราประจำกระทรวง เป็นรูปดุลพาห์

กระทรงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตราประจำกระทรวง เป็นรูปพระพิรุณทรงนาค

กระทรวงคมนาคม ตราประจำกระทรวง เป็นรูปพระรามทรงรถ

กระทรวงอุตสาหกรรม ตราประจำกระทรวง เป็นรูปพระนารายณ์เกษียรสมุทร

กระทรวงพาณิชย์ ตราประจำกระทรวง เป็นรูปพระวิษณุกรรม

กระทรวงสาธารณสุข ตราประจำกระทรวง เป็นรูปงูพันคบเพลิง

ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ตราประจำกระทรวง เป็นรูปวชิราวุธ

กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน ตราประจำกระทรวง เป็นรูปปรมาณู ตรงกลางข้างล่างมีเฟื่องจักร 9 ฟัน เป็นฐานรองรับ ข้างบนมีดวง
อาทิตย์ส่งรัศมี 9 สาย ครอบคลุมทั้งหมด

ตราประจำองค์รัชกาลต่าง ๆ ของไทย

ตราประจำองค์พระมหากษัตริย์

หรือที่เรียกว่า พระราชสัญจกรนั้น ใช้สำหรับประทับในเอสารสำคัญอันแสดงถึง
พระราชอำนาจในการปกครองแผ่นดิน หรือเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงเป็นพระประมุขของชาติไทย ตราประจำพระองค์
ของรัชกาลต่าง ๆ มีดังนี้คือ

รัชกาลที่ 1 “มหาอุณาโลม” เป็นตรางา ลักษณะกลมรูปปทุมอุณาโลม มีอักขระ “อุ” อยู่ตรงกลาง (“อุ” มีลักษณะ
เป็นม้วนกลมคล้ายลักษณะความหมายของพระนามเดิมว่า “ด้วง”) ตรามหาอุณาโลมนี้ หมายถึงตาที่สามของ
พระอิศวร ซึ่งถือเป็นปฐมฤกษ์ในการตั้งพระบรมราชจักรีวงศ์

รัชกาลที่ 2 “ครุฑจับนาค” เป็นตรางา ลักษณะกลม รูปครุฑจับนาค เนื่องจากพระนามเดิมคือ “ฉิม” ซึ่งเป็นที่อยู่
ของพญาครุฑ

รัชกาลที่ 3 “มหาปราสาท” เป็นตรางา ลักษณะกลม รูปปราสาท เนื่องจากพระนามเดิมคือ “ทับ” ซึ่งหมายถึงที่อยู่หรือเรือน จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสัญจกรเป็นรูปปราสาท

รัชกาลที่ 4 “พระมหาพิชัยมงกุฎ” เป็นตรางา ลักษณะกลมรีรูปพระมหามงกุฎ (ตรมพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ)
อยู่ในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ มีฉัตรปริวาร 2 ข้าง มีพานทอง 2 ชั้น วางพระแว่นสุริยกานต์ หรือเพชรข้างหนึ่ง
(พระแว่นสุริยกานต์ หรือเพชร หมายถึง พระฉายา เมื่อทรงผนวชว่า วชิรญาน) อีกข้างหนึ่ง วางสมุดตำรา (หมายถึง
ทรงศึกษาเชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์ และดาราศาสตร์)

รัชกาลที่ 5 “พระจุลมงกุฎ หรือพระเกี้ยว” เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กว้าง 5.5 ซม. ยาว 6.8 ซม. มีรูปพระเกี้ยว
ยอดมีรัศมีประดิษฐานบนพานทอง 2 ชั้น (หมายถึงพระเกี้ยวเจ้าฟ้าในคราวโสกัณฑ์) เคียงด้วยฉัตรปริวาร 2 ข้าง
ที่ริมขอบทั้ง 2 ข้าง มีพานทอง 2 ชั้น วางพระแว่นสุริยกานต์ หรือเพชรข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่ง วางสมุดตำรา
(เป็นการเจริญรอยจำลองพระราชสัญจกร ของรัชกาลที่ 4)

รัชกาลที่ 6 “มหาวชิราวุธ” เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กว้าง 5.5 ซม. ยาว 6.8 ซม. รูปวชิราวุธ มีรัศมีประดิษฐานบนพานทอง 2 ชั้น ตั้งอยู่เหนือตั้ง มีฉัตรปริวาร 2 ข้าง (รูปตรานี้ใช้ตามพระนามของพระองค์)

รัชกาลที่ 7 “พระไตรศร” เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กว้าง 5.4 ซม. ยาว 6.7 ซม. รูปราวพาดพระแสงศร 3 องค์
คือพระแสงศรพรหมศาสตร์, พระแสงศรอัคนีวาต และพระแสงศรประลัยวาต (เป็นศรของพระพรหม,
พระนารายณ์และของพระอิศวร ซึ่งใช้ตามความหมายของพระนามเดิมคือ “ประชาธิปกศักดิเดชน์” คำว่า “เดชน์”
แปลว่า “ลูกศร”) เบื้องบนมีรูปพระแสงจักรและพระแสงตีคูล อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ มีบังแทรกตั้งอยู่ 2 ข้าง
มีลายกระหนกแทรกอยู่ระหว่างพื้น

รัชกาลที่ 8 “รูปพระโพธิสัตว์” เป็นตรางา ลักษณะกลมศูนย์กลางกว้าง 7 ซม. รูปพระโพธิสัตว์ประทับบน
บัลลังก์ดอกบัวห้อยพระบาทขวาเหยียบบัวบาน พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวตูม มีเรือนแก้วด้านหลังแท่นรัศมี มีแท่น
รองรับตั้งฉัตร บริวาร 2 ข้าง (รูปพระโพธิสัตว์นี้เดิมเป็นตราประจำในพระราชวังดุสิต)

รัชกาลที่ 9 “พระแท่นอัฏทิศ อุทุมพรราชอาสน์” เป็นตรางา ลักษณะรูปไข่ กว้าง 5 ซม. สูง 6.7 ซม. รูป
พระที่นั่งอัฎทิศประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีอักขระ “อุ” รอบ ๆ มีรัศมี (วันบรมราชาภิเษกได้เสด็จได้เสด็จ
ประทับที่นั่งอัฎทิศ)




----------------------------------------------------------------------------------------